krhistory.jpg (10789 bytes)

ประวัติศาสตร์จังหวัดนครราชสีมา
    บริเวณจังหวัดนคราชสีมาในปัจจุบันปรากฎร่องรอยและหลักฐานแสดงว่า มีพัฒนาการของชุมชนโบราณมาตั้งแต่สมัย ก่อนประวัติศาสตร์ เมื่อราว 4000-3000 ปีมาแล้วที่บริเวณเขาจันทร์งาม อำเภอสีคิ้ว ภาพเขียนแสดงการดำเนินชีวิต ของคนในสังคมล่าสัตว์ นอกจากนี้ยังมีการขุดค้นทางโบราณคดี พบหลักฐานทางด้านการตั้งถิ่นฐานของชุมชนเกษตรกรรมที่เก่าแก่ที่สุด ของเมืองนครราชสีมา เมื่อประมาณ3000 ปีมาแล้วที่บ้านธารปราสาท อำเภอโนนสูง และยังพบหินตั้งเป็นรูปวงกลมที่บ้านหินตั้ง อำเภอสูงเนิน ซึ่งศาสตราจารย์ชิน อยู่ดี สันนิษฐานว่า เป็นวัฒนธรรมหินใหญ่รุ่นใหม่เชื่อว่าเป็นศาสนา สถานหรือหลักเขตแสดงอาณาเขตของเมือง

    ในราวพุทธศตวรรษที่ 11-13 อาณาจักรเจนละของขอมได้แผ่ขยายอิทธิพลเข้ามา ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือปรากฎหลักฐานที่ปราสาทภูมิโปน จังหวัดสุรินทร์ และเมืองศรีเทพจังหวัดเพชรบูรณ์ ก็เป็นโบราณสถานอันเนื่องจาก ศาสนาพราหมณ์ของอาณาจักรเจนละ แสดงว่าบริเวณเมืองนครราชสีมาก็อาจอยู่ใต้อำนาจของขอม เพราะมีหลักฐานว่าขอมแผ่ขยายอาณาเขตมาถึงพิมายด้วย

    ร่วมสมัยกับอาณาจักรเจนละ มีหลักฐานหลายประการที่แสดงว่า เมืองนครราชสีมาได้รับอิทธิพลวัฒนธรรมสมัยทวาราวดี โดยเฉพาะที่เมืองเสมา อำเภอสูงเนินพบชุมชนที่มีคูนำคันดินเป็นรูปวงรี มีการพบศิลาธรรมจักร และพระพุทธไสยาสน์ ปัจจุบันอยู่ที่วัดคลองขวาง ตำบลเสมา อำเภอสูงเนิน แต่ไม่แน่ใจว่าอาณาจักรทวารวดี จะแผ่อำนาจเข้าครอบครองหรือไม่ เพราะฝีมือเป็นของช่างพื้นเมือง

 

    อาณาจักรศรีจนาศะ พุทธศตวรรษที่ ๑๕-๑๖ ร่วมสมัยกับอาณาจักรเจนละ ทวาราวดี ศรีวิชัยและโยนก มีศิลาจารึกบ่ออีกา ซึ่งศาสตราจารย์ยอร์ช เซเดย์ ได้อ่านจารึกนี้ ศาสตราจารย์หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล ทรงแปลจากภาษาฝรั่งเศสว่าจารึกนี้เกี่ยวกับพุทธศาสนา และกล่าวถึง พระราชาแห่งอาณาจักรศรีจนาศะ ทรงอุทิศปศุสัตว์และทาสทั้งหญิงชายถวายแด่พระภิกษุสงฆ์ และจารึกอีกหลักหนึ่งกล่าวถึงพระราชา แห่งศรีจนาศะว่าเป็นกษัตริย์ ที่ครองอาณาจักรอยู่นอกเขตอาณาจักรในกัมพูชา แต่ศูนย์กลางอาณาจักรศรีจนาศะนั้นเราไม่อาจปักใจว่า อยู่บริเวณบ่ออีกา ตำบลเสมา อำเภอสูงเนิน แต่น่าจะอยู่บริเวณที่ราบสูงโคราช มากกว่าบริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา นอกจากนี้น่าเชื่อว่าอาณาจักร ศรีจนาศะได้รวมตัวเป็นอาณาจักรที่มั่นคง ก่อนพุทธศตวรรษที่ 15 เพราะมีการกล่าวชื่อของอังศุเทพ ซึ่งจะเป็นนามบรรพบุรุษก่อนที่จะสร้างจารึก บ่ออีกา พ.ศ. 1411 อาณาจักรนี้คงจะรุ่งเรืองสืบต่อมาในพุทธศตวรรษที่ 15

    ในราวพุทธศตวรรษที่ 15 นี้เอง ขอมในสมัยพระนครหรืออาณาจักรกัมพูชา ได้แผ่ขยายอิทธพลเข้ามาในเมืองนครราชสีมา เพราะปรากฎพระนามของ พระเจ้ายโศวรมันที่ 1 (พ.ศ. 1432) ที่ปราสาทหินพนมวัน ตำบลบ้านโพธิ์ อำเภอเมือง และมีการสร้างปราสาทหินเมืองแขกตำบลโคราช พบศิลาทับหลังที่สถานพระนารายณ์ วัดพระนาราย์มหาราช อำเภอเมือง นอกจากนี้ยังมีการสร้างปราสาทหินพิมายสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 และสร้างต่อเนื่องมาถึงสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 แต่สิ้นพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 อาณาจักรขอมสมัยพระนครเสื่อมลง ขอมคงไม่ได้ควบคุมดินแดนแถบนี้อย่างเข้มงวดนัก เพราะในสมัยอาณาจักรสุโขทัย เขตแดนของไทยยังไม่รวมเมืองนครราชสีมา เมืองนครราชสีมารวมกับอาณาจักร กรุงศรีอยุธยา สมัยพระรามาธิบดีที่ 1

 

เมืองนครราชสีมาสมัยสุโขทัย อยุธยา ธนบุรี รัตนโกสินทร์
    เมืองนครราชสีมาถูกกล่าวถึงเป็นครั้งแรก จากเอกสารสมัยพระบรมไตรโลกนาถ ในกฎหมายเรื่อง พระอัยการตำแหน่งนาพลเรือน และนาทหารหัวเมืองที่ประกาศใช้ในปีพุทธศักราช 1998 ระบุว่าเมืองนครราชสีมาเป็นเมืองชั้นโท เจ้าเมืองมีบรรดาศักดิ์เป็นออกญากำแหงสงครามราภัคดีพิรียะภาหะ ศักดินา 10,000 ไร่ แต่ที่น่าสนใจที่สุดอยู่ตรงที่ว่า นครราชสีมาเป็นเมืองในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพียงเมืองเดียวที่ถูกระบุไว้ในรายชื่อ เมืองของกฏหมายฉบับนี้

    ก่อนหน้านี้เมืองนครราชสีมา น่าจะยังไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรไทย ยังอยู่ภายใต้การปกครองของกัมพูชา แต่คงจะควบคุมดูแลไม่เข้มงวดมากนัก เพราะกัมพูชานั้นเริ่มเสื่อมอำนาจลง ตั้งแต่สิ้นสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 แม้ว่าจะมีคนไทยแถบลุ่มแม่น้ำยมจะสามารถตั้งตัวเป็นอิสระ และสถาปนาอาณาจักรสุโขทัย ได้สำเร็จในปลายพุทธศตวรรษที่ 18 แต่ยังไม่มีอิทธิพลแผ่มาจนถึงนครราชสีมา ที่คงเป็นเพียงเมืองชายเขตแดน ของอาณาจักรในสมัยนั้น

 

 
    แต่อย่างไรก็ตามมีหลักฐานที่แสดงว่าเมืองนครราชสีมา อาจจะได้ติดต่อกับอาณาจักรไทย ในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาก่อนการสถาปนาอยุธยา เป็นราชธานีในปีพุทธศักราช 1893 หรือ อย่างน้อยน่าจะเริ่มมีความสัมพันธ์กันในสมัยพระรามาธิบดีที่ 1 โดยที่เมืองนครราชสีมามีฐานะเป็นเมือง พระยามหานคร ของอยุธยา ข้อสันนิษฐานนี้อนุมานจากผลที่กองทัพ ไทยได้ชนะในสงครามกับกัมพูชา ที่แม้ว่าอยุธยาจะยังไม่ได้มีอำนาจเหนือกัมพูชาอย่างเด็ดขาด แต่น่าจะเป็นผลให้หัวเมืองปลายอาณาเขตของกัมพูชา เช่น นครราชสีมา คงจะหลุดพ้นจากอำนาจของกัมพูชา และตกอยู่ใต้อำนาจของอยุธยาแทน โดยมีการกล่าวถึงหลักฐาน เช่น เสาหลักเมืองไม้ตะเคียนหินซึ่งเป็นศิลปกรรมสมัยต้นอยุธยา รวมทั้งข้อสังเกตจากตำนานท้องถิ่น ศิลปกรรมแบบอู่ทอง และการหล่อทองสำริต ที่ไม่ใช่งานช่างแบบกัมพูชาในแถบเมืองนครราชสีมา

    ข้อจำกัดในการคมนาคม ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ปริมาณประชากรที่เบาบาง เป็นเหตุผลให้ดินแดนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ไม่ได้รับความสนใจเป็นพิเศษในช่วงนั้น นครราชสีมาเป็นเพียงเมืองชายเขตแดน ของอยุธยาและมีขอบเขตอำนาจ อยู่ในบริเวณจังหวัดนครราชสีมา ชัยภูมิ บุรีรัมย์ปัจจุบัน ในขณะที่พื้นที่ส่วนใหญ่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือคงเป็น ดินแดนรกร้างที่ไม่มีเมืองสำคัญใด ๆ หรือแม้แต่เวียงจันทน์เองอ้างอิงเขตอิทธิพลของตนอยู่แค่ บริเวณลุ่มแม่น้ำโขง ดังนั้นจึงไม่ค่อยปรากฎเรื่องราว เกี่ยวกับเมืองนครราชสีมาในประวัติศาสตร์ ไทยมากนัก รวมทั้งข้อสังเกตว่าพลเมืองนครราชสีมา มีความใกล้ชิดทางวัฒนธรรมกับกัมพูชาจึงทำให้ ยังไม่อ่อนน้อมราบคาบทีเดียว ในรัชกาลต่อ ๆ มากองทัพไทยยังต้องยกออกไปตีกัมพูชาอีกหลายครั้ง การปกครองหัวเมืองในแผ่นดินสูงในสมัยนั้น เห็นจะตั้งรักษาเพียงเมืองโคราชเก่า (อำเภอสูงเนิน) เท่านั้น ในหนังสือพระราชพงศาวดาร จึงไม่มีเรื่องราวกล่าวถึงเมืองนครราชสีมา จนถึงแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช

 

    สมัยสมเด็จพระนารายณ์น่าจะเป็นสมัยที่เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่นครราชสีมา โดยโปรดให้ย้ายเมืองนครราชสีมาจากท้องที่ อำเภอสูงเนินมาตั้งอยู่ในที่ตั้งปัจจุบัน โดยสร้างเมืองนครราชสีมาเป็นป้อมปราการในฐานะเมืองสำคัญชายพระราชอาณาเขต และทรงเลือกสรรข้าราชการ ที่มีความสามารถออกไปปกครอง ในสมัยพระเพทราชาเมื่อแรกขึ้นครองราชสมบัติได้มีพระราชโองการให้ข้าราชการหัวเมืองมาถวายบังคมถือน้ำพิพัตน์สัตยา เพื่อแสดงความจงรักภัคดี แต่เจ้าเมืองนครราชสีมาไม่ยอมมาเข้าเฝ้า จึงมีพระราชโองการให้ยกทัพขึ้นมาปราบ พระยายมราช (สังข์) ที่เมืองนครราชสีมา สงครามนี้กินเวลากว่า 2 ปี ซึ่งคงทำให้เมืองนครราชสีมาอ่อนแอลงและถูกตัดทอนกำลังของเมืองไปมาก เห็นได้จากเหตุการณ์กบฎบุญกว้าง ในปีพุทธศักราช 2235 ที่มีกำลังเพียง 28 คน เจ้าเมืองและกรมการเมืองนครราชสีมายังต้องยอมอ่อนน้อม และขอให้กองทัพอยุธยาเข้าช่วยยุติเหตุการณ์ หลังเหตุการณ์นี้คงต้องมีการฟื้นฟูกำลังให้กับเมืองนครราชสีมา อีกครั้งเห็นได้จากเหตุการณ์เจ้าเมืองหลวงพระบางยกทัพมาตีเมืองเวียงจันทน์ พระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุต (เวียงจันทน์) ขอให้กองทัพอยุธยาเข้าช่วย ปรากฎว่ากองทัพไทยมีกำลังจากนครราชสีมาเป็นกำลังหลัก แต่อย่างไรก็ตามการฟื้นฟูกำลังให้กับเมืองนครราชสีมา ได้กระทำพร้อม ๆ กับการเพิ่มบทบาทให้กับเมืองสำคัญอื่น ๆ เช่น พิมาย เห็นได้จากการขยายอิทธิพลของอยุธยา มาถึงหัวเมืองเขมรป่าดง ในสมัยพระที่นั่งสุริยามรินทร์ ในช่วงปลายอยุธยา ทรงโปรดเกล้าให้หัวเมืองนี้ขึ้นต่อเมืองพิมาย แทนที่จะเป็นเมืองนครราชสีมา การเพิ่มอำนาจให้กับพิมาย น่าจะเป็นการป้องกันเพื่อไม่ให้เมืองนครราชสีมาเป็นเมืองใหญ่เพียงเมืองเดียวเช่นเดิม ซึ่งทำให้สามารถท้าทายอำนาจ ของอยุธยาเช่นที่เคยทำมา เมื่ออยุธยายุติความเป็นราชธานีลงในปี พุทธศักราช 2310 กลุ่มผู้ปกครองในพิมาย ก็สามารถกุมอำนาจการปกครอง ในเขตอิทธิพลของเมืองนครราชสีมาได้สำเร็จ และเห็นได้ว่ากลุ่มผู้นำในสองเมืองนี้ได้ผลัดเปลี่ยนกัน ขึ้นปกครองเมืองนครราชสีมา เช่น ขุนชนะกรมการเมืองนครราชสีมา ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้า แต่งตั้งเป็นพระยากำแหงสงคราม ครองเมืองนครราชสีมาหลังจากจับกุมกรมหมื่นเทพพิพิธ หรือกรณีเจ้าพระยานครราชสีมา (ปิ่น) เจ้าเมืองนครราชสีมาอีกท่านหนึ่ง ในสมัยธนบุรีเคยรับราชการเป็นยกบัตร เมืองนครราชสีมา
    ในสมัยธนบุรี ปัญหาทางการเมืองภายใน ของเวียงจันทน์และจำปาศักดิ์ เปิดโอกาสให้อิทธิพลของไทย ขยายเข้าภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และเริ่มเข้าไปจัดการปกครอง ดินแดนแถบนี้อย่างจริงจัง โดยเริ่มต้นจากสถานการณ์ทางการเมืองของลาว ในช่วงนั้นที่เกิดความแตกแยกภายใน จากกรณีกลุ่มขุนนาง ที่เป็นศัตรู กับกรุงศรีสัตนาคนหุต หนีภัยทางการเมือง มาขออ่อนน้อมต่อไทย ในสมัยธนบุรี รัฐบาลไทยประกาศให้การคุ้มครองพร้อม ทั้งให้สถานภาพทางการเมือง แก่ขุนนางเหล่านั้น ในสมัยรัชกาลต่อมายังสถาปนาให้เมือง ภายใต้การปกครองของอดีตกลุ่มขุนนาง จากเวียงจันทน์ นี้มีฐานะเทียบเท่า เมืองเวียงจันทน์เมืองจำปาศักดิ์ ที่มีฐานะเป็นเมืองประเทศราช หลังจากการทำลงครามกับเวียงจันทน์ ในปีพุทธศักราช 2321 เวียง จันทน์ ถูกลดฐานะลง เป็นเพียงเมืองพระยามหานคร แม้ว่าต่อมาเวียงจันทน์ จะได้ยกฐานะเป็นเมืองประเทศราช ขึ้นต่อกรุงเทพฯ แต่เมืองที่เคยขึ้น ต่อเวียงจันทน์ โดยเฉพาะในฝั่งขวาของแม่น้ำโขง กลายเป็นเมืองชั้นนอกของอยุธยา หลังจากเหตุการณ์ รัฐบาลไทยจึง ไม่เพียงได้กำลังคนเข้ามา เพิ่มเติมเท่านั้น ยังเกิดเมืองใหม่ตั้งขึ้นเป็นจำนวนมาก ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และอาณาจักรไทย สามารถเข้ามามีอิทธิพลในเขตภาคตะวันออก เฉัยงเหนือทั้งหมดอย่างสมบูรณ์ ได้เป็นครั้งแรก แม้ว่าในสมัยนั้น ยังไม่สามารถจัด ระเบียบการปกครองเมืองใหม่เหล่านี้ ให้เรียบร้อยลง แต่เมือง นครราชสีมา ในฐานะที่เป็นเมืองใหญ่ และใกล้ชิดกับอาณาจักรไทย ในที่ราบภาคกลางมานาน จึงสามารถที่จะดูแล ผลประโยชน์และเชื่อมโยงอำนาจ ของส่วนกลางที่มีอยู่ เหนือเมืองต่าง ๆ นี้ได้เป็นอย่างดี โดยเฉาะการที่การเดินทางติดต่อ ระหว่างเมืองภายในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กับส่วนกลาง ต้องผ่านเมืองนครราชสีมา จึงเป็นแหล่งจ่ายเสบียง ที่พักระหว่างทาง รวบรวมเร่งรัด การจัดส่งส่วยสาอากรต่าง ๆ ดังนั้นนครรสีมาจึงมีบทบาท เป็นเสมือนตัวแทนของส่วนกลาง ในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ การที่พระเจ้ากรุงธนบุรีทรงพระราชทานพระสนม ที่เชื่อว่าทรงพระครรภ์กับพระ องค์ให้กับเจ้าพระยานครราชสีมา (ปิ่น) เป็นการสะท้อนถึงความใกล้ชิด และความไว้วางพระทัยที่มีต่อผู้ปกครอง เมืองนครราชสีมาอย่างสูง
    รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงแต่งตั้งพระพิมายขึ้นเป็นพระยานครราชสีมา เจ้าพระยานครราชสีมา (ปิ่น) เจ้าเมืองคนเดิมกล่าวว่า ท่านชราภาพและจักษุมืดมัวลง ดังนั้นเมืองนครราชสีมายังคงความสำคัญ เป็นเมืองหลักของไทยอยู่ระหว่างเมืองเวียงจันทน์ เมืองจำปาศักดิ์กับกรุงเทพฯ ทำหน้าที่ดูแลรักาาความสงบชายพระราชอาณาเขต เป็นหูเป็นตาแทนรัฐบาลใหมาในกรุงเทพฯ เพื่อช่วยงานการขยายอำนาจของไทยเข้าสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง ในขณะที่นครราชสีมามีฐานะเป็นตัวแทนของกลุ่มวัฒนธรรมไทยมีเมืองเวียงจันทนื เมืองจำปาศักดิ์ และเมืองอุบลราชธานีเป็นตัวแทนของกลุ่มวัฒนธรรมลาว แต่เมืองเหล่านี้ไม่ได้มีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดพอที่จะรวมกลุ่มท้าทายอำนาจของกรุงเทพฯได้ ในทางตรงข้ามรัฐบาลที่กรุงเทพฯ ประสบความสำเร็จในการจัดการให้บรรดาผู้นำของเมืองเหล่านี้คานอำนาจซึ่งกันและกัน เห็นได้จากกบฎข่าหลายครั้งครั้งนี้ในเขตจำปาศักดิ์ ทำให้กลุ่มอำนาจเดิมของจำปาศักดิ์ ต้องสิ้นอำนาจลง กลุ่มเมืองเวียงจันทน์ กล่าวโทษนครราชสีมาว่าเป็นต้นเหตุของความวุ่นวายเหล่านั้น ในขระที่นครราชสีมาเองก็ปฎิเสธที่จะช่วยเหลืออุบลราชธานี ในการในการต่อ สู้กับกลุ่มชาวข่า

    การที่สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงกล่าวไว้ว่า ในสมัยนี้ได้มีการตั้งหัวเมืองชั้นนอกให้เป็นกำลังของเมืองนครราชสีมาและยก เมืองนครราชสีมาเป็นเมืองเอกน่าที่จะสะท้อนให้เห็นถึงสถานการณ์ ทางการเมืองในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มีกลุ่มการเมือง 4 คน ในขณะที่เมือง เวียงจันทรน์ เมืองจำปาศักดิ์ และเมืองอุบลราชธีนีมีฐานะเป็นเมืองประเทศราชเมืองนครราชสีมาเป็นตัวแทนของกลุ่มวัฒนธรรมไทย จึงควรเลื่อน สถานะขึ้นเป็นเมืองชั้นเอก และเพิ่มเติมกำลังคนเพื่อที่จะทำหน้าที่เป็นหูเป็นตาแทนรัฐบาล พร้อมทั้งคานอำนาจกับเมืองเวียงจันทน์ เมืองจำปาศักดิ์ และเมืองอุบลราชธานี
    ในปีพุทธศักราช 2369 เกิดสถานการณที่มีแนวโน้มจะเป็นวิกฤติการณ์ทางการเมืองขึ้นที่กรุงเทพฯ เมืองเวียงจันทน์และเมืองจำปาศักดิ์ ได้ใช้โอกาสนั้นดิ้นรนเพื่อให้หลุดพ้นจากอำนาจของไทย แต่นับเป็นโชคดีที่ประชาชนเชื้อสายลาว และเขมรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือส่วนหนึ่งเป็น อริกับเวียงจันทน์ ทำให้เวียงจันทน์ไม่ได้รับความสนับสนุนจากกลุ่มประชากรเหล่านี้ กองทัพเจ้าอนุวงศ์ถูกประวิงเวลาในการเดินทาง รวมทั้งต้อง กระจายกำลังออกเพื่อชักจุงกลุ่มที่สนับสนุนและกวาดต้อนกลุ่มที่ไม่ได้สมัคใจ จนทำให้ฝ่ายไทยสามารถปราบปรามเหตุการณ์นี้จนสามารถทำลาย เวียงจันทน์ลง หลังสิ้นเหตุการณ์กบฎอนุวงศ์เมืองนครราชสีมากลายเป็นกำลังสำคัญของไทยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยตอนเหนือมีอาณา เขตถึงจังหวัดขอนแก่นในปัจจุบัน และทางตะวันออกถึงจังกวัดสุรินทร์ในปัจจุบัน และแม้ว่าปัญหากับหัวเมืองลาวจะสิ้นสุดลง แต่การขยายอำนาจ ของไทยมาทางด้านตะวันออกนี้ ทำให้ไทยต้องเผชิญหน้าคู่ต่อสู้ประเทศใหม่คือเวียดนาม ในขณะที่คู่ต่อสู้รายเดิมทางฝั่งตะวันตกของไทยกำลังต่อสู้ กับคู่ต่อสู้ใหม่ ที่เป็นต่อหลายเท่าตัว ความตึงเครียดทางการเมืองจึงคงอยู่ทางฝั่งตะวันออกของไทยทำให้นครราชสีมาทวีความสำคัญมากยิ่งขึ้น กว่าเดิม
   
    สมัยรัชกาลที่ 4 ประเทศไทยได้ทำสัญญาเบาว์ริงกับอังกฤษ และสัญญาลักษณะเดียวกันกับชาติตะวันตกอื่นๆ เช่น ฝรั่งเศษ ซึ่งเป็น การยกเลิกการค้าแบบผูกขาดเป็นการค้าที่ให้เอกชนเข้ามาทำการค้าขายได้ เมืองนครราชสีมาได้รับความสนใจในฐานะที่มีสินค้าออกที่สำคัญ เช่น หนังสัตว์ เขาสัตว์ และงา นอกจากนี้รัชกาลที่ 4 ยังทรงมีพระราชดำริที่จะตั้งให้เป็นเมืองพระราชธานีแห่งที่ 2 แต่เนื่องจากขาดแคลนน้ำ และการคม นาคมไม่สะดวก จึงโปรดให้สร้างที่ประทับที่พระนารายณ์ราชนิเวศน์ มีเมืองลพบุรี ซึ่งสร้างสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชแทน
    ครั้นถึงสมัยรัชกาลที่ 5 พระองค์ได้ทรงทำนุบำรุงเมืองนครราชสีมาให้เจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้นกว่าแต่ก่อนในทุก ๆ ด้าน ทั้งนี้เพื่อสร้าง ความมั่นคงของชาติ ต่อต้านการขยายอิทธิพลของฝรั่งเศษ ที่เห็นเด่นชัดที่สุด คือทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้ กรมหมื่นสรรพสิทธิ์ประสงค์จัดเตรียมการปกครองเมืองนครราชสีมา เพื่อเตรียมการตั้งเป็นมลฑลเทศาภิบาล นอกจากนี้ยังโปรดให้สร้างทางรถไฟสายแรก จากกรุงเทพฯ-นครราชสีมาเมื่อปี พ.ศ. 2433 ทำให้เมืองนครราชสีมา และเมืองอื่น ๆ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เดินทางติดต่อกับภาคกลางและภาคอื่น ๆ ได้สะดวกมำให้ ชาวเมืองเกิดความรู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของประเทศ

    สมัยรัชกาลที่ 6 ได้โปรดให้รวมมลฑลเทศาภิบาลเข้าเป็นภาค มีอุปราชปกครองยกเว้นมณฑลนครราชสีมา ยังปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาล ต่อเนื่องมาจนถึงสมัยรัชกาลที่ 7 ปี พ.ศ. 2476 ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง และกบฎบวรเดช รัฐบาลจึงได้ตราพระราชบัญญัติระเบียบบริหารแห่งราชอาณาจักรสยาม พ.ศ. 2476 ยุบมลฑลเทศาภิบาล และจัดระเบียบบริหารราชการส่วนภูมิภาค โดยแบ่งการปกครองออกเป็นจังหวัด และอำเภอมาจนถึงปัจจุบัน
    ลักษณะการปกครองแบบเทศาภิบาลนี้ เป็นการปกครองที่จัดให้มีหน่วยบริหารราชการ ที่ประกอบด้วยตำแหน่งข้าราชการต่างพระเนตร พระกรรณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและเป็นที่ไว้วางในของรัฐบาล รับแบ่งภาระของรัฐบาลกลางออกไปดำเนินการในส่วนภูมิภาคเป็นสื่อ กลางระหว่างประชาชนกับรัฐบาล มีการแบ่งการปกครองลดหลั่นกันดังนี้คือ มณฑล เมือง(จังหวัด) อำเภอ ตำบลและหมู่บ้านจัดแบ่งหน้าที่ราชกาล เป็นสัดส่วนให้สอดคล้องกับงานของกระทรวงทบวงกรม ในส่วนกลางและจัดสรรข้าราชการไปประจำทำงาน ตามตำแหน่งหน้าที่มิให้ก้าวก่ายกัน ผู้บัญชาการมณฑลเรียกว่า ข้าหลวงใหญ่และเมื่อจัดการปกครองระบอบเทศาภิบาล แล้วโปรดเกล้าให้เรียกข้าหลวงใหญ่ว่าข้าหลวงเทศาภิบาลสำเร็จ ราชการมณฑล ในรัชกาลที่ 6 โปรดให้เปลี่ยนนามตำแหน่งข้าหลวงเทศาภิบาลสำเร็จราชการมณฑลเป็นสมุหเทศาภิบาลมณฑล

    สมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงปรับปรุงการปกครองในส่วนภูมิภาคใหม่ โดยทรงเปลี่ยนนาม ตำแหน่ง ของข้าหลวง เทศาภิบาล ที่เดิมมีทั้งข้าหลวงเทศาภิบาล สำเร็จราชการมณฑล และข้าหลวงต่างพระองค์ สำเร็จราชการมณฑล สำหรับข้าหลวงใหญ่มณฑลชายแดนที่ เป็นเชื้อพระวงค์ชั้นผู้ใหญ่ ให้เป็นตำแหน่งสมุหเทศาภิบาลเหมือนกันหมด แล้วโอนตำแหน่งสมุหเทศาภิบาล จากกระทรวงมหาดไทยไปขึ้นต่อ พระมหากษัตริย์และเปลี่ยนคำว่า เมืองเป็นจังหวัด การรวมมณฑลเข้าเป็นภาค มีตำแหน่งอุปราชเป็นผู้ปกครอง เมื่อปีพุทธศักราช 2458 ตำแหน่งอุปราชเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ มีฐานันดรระหว่างเสนาบดี และสมุหเทศาภิบาล และรวมมณฑลเข้าเป็นภาค โดยแบ่งเป็น 4 ภาค ได้แก่ ภาคพายัพ ภาคตะวันตก ภาคใต้และภาคอีสาน สำหรับภาคอีสาน เป็นการรวมมณฑล 3 มณฑลเข้าด้วยกันคือ มณฑลอุดร มณฑลอุบล และมณฑลร้อยเอ็ด ส่วนมณฑลนครราชสีมาไม่ได้รวมอยู่ในภาคอีสาน มีข้าหลวงใหญ่ปกครองเรียกนามใหม่ว่า สมุหเทศาภิบาล ขึ้นตรงต่อพระมหากษัตริย์ มณฑลนครราชสีมา ยังจัดการปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาลทั้งหมด ตามพระราชบัญญัติ ว่าด้วยระเบียบบริหารแห่งราชอาณาจักรไทย
    พุทธศักราช 2475 รัฐบาลใหม่กำลังปฎิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง เป็นระบอบประชาธิปไตย ได้ยกเลิกการจัดหัวเมืองมณฑลเทศา ภิบาลและจัดใหม่เป็นภาคเมื่อปี พุทธศักราช 2476 สำหรับมณฑลนครราชสีมา เปลี่ยนแปลงเป็นภาคที่ 3 มีจังหวัดในการปกครอง 6 จังหวัดคือ จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดชัยภูมิ จังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดสุรินทร์ จังหวัดศรีสะเกษและจังหวัดอุบลราชธานี ตั้งที่ว่าการอยู่ที่จังหวัดนครราชสีมา และในปีเดียวกันนี้เอง เกิดเหตุการณ์กบฎบวรเดช ที่ใช้กองทหารจากจังหวัดนครราชสีมา เป็นกำลังหลักในการก่อกบฎบวรเดช (11 - 25 ตุลาคม 2476) ถูกปราบปรามรุนแรงจากรัฐบาล นำไปสู่การแก้ไขการปกครองส่วนภูมิภาคใหม่อีกครั้ง โดยตราพระราชบัญญัติว่าด้วยระเบียบบริหารแห่ง ราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2476 เพื่อควบคุมการปกครองให้ได้อย่างใกล้ชิด โดยยุบมณฑลเทศาภิบาล และจัดระเบียบบริหารราชการส่วน ภูมิภาคออกเป็นจังหวัด และอำเภอ จังหวัดมีฐานะเป็นหน่วยบริหารราชการแผ่นดิน มีข้าหลวงประจำจังหวัดและกรรมการจังหวัดเป็นผู้บริหาร ด้วยเหตุนี้มณฑลนครราชสีมา จึงถูกยุบและตั้งเป็นจังหวัดนครราชสีมาตั้งแต่นั้นมา

    ตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2475 เป็นต้นมา การปกครองระบอบประชาธิปไตย ได้เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการปกครองประเทศ ภายใต้ระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข แม้จะมีบางช่วงที่เผด็จการเข้ามามีอำนาจ และเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนาษฎรครั้ง แรกจัดขึ้นเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2476 ใช้วิธีการเลือกผู้แทนตำบลก่อน แล้วจึงมาเลือกผู้แทนราษฎร จังหวัดนครราชสีมามีสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรครั้งนี้จำนวน 1 คน จนถึงการเลือกตั้งครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2480 จึงเป็นการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรโดยให้ราษฎรเป็นคนเลือกเอง มีการแบ่งเขตการเลือกตั้ง โดยแต่ละเขตมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ 1 คน ปัจจุบันจังหวัดนครราชสีมาแบ่ง เขตเลือกตั้งเป็น 5 เขต และมีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 15 คน และต้องเปลี่ยนแปลงการจัดแบ่งเขตการเลือกตั้ง ตามกฎหมายประกอบรัฐ ธรรมนูญใหม่ในไม่กี่เดือนที่จะถึงนี้
    การจัดการปกครองส่วนภูมิภาค ที่เปลี่ยนจากมณฑลเทศาภิบาล มาเป็นจังหวัดทำให้ผู้บริหาร มีโอกาสดูแลทุกข์สุข ของประชาชนได้อย่างใกล้ชิดมากขึ้น ประกอบกับการที่ประชาชนในท้องถิ่น มีโอกาสในการปกครองตนเองให้ดียิ่งขึ้น และมีโอกาสเข้าไปมีส่วนร่วมในการปกครองประเทศ ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากนครราชสีมาได้มีโอกาสดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี และนายกรัฐมนตรี แม้ว่าความพยายาม ต่อต้านการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พุทธศักราช 2475 ที่รุนแรงที่สุดมาจากกองกำลังในนครราชสีมา การปราบปรามมีจุดหมายที่สำคัญที่สุด คือ การขจัดโครงสร้างทางอำนาจใจท้องถิ่น ที่ผูกพันธ์กับระบบราชการ ก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง โดยการปลดและจับกุมข้าราชการจำนวน มากในจังหวัดนครราชสีมา กลุ่มข้าราชการที่เป็นชนชั้นสูงในสังคมถูกขจัดออก และเปิดโอกาสให้กลุ่มชนชั้นที่มีบทบาทรองเริ่มขยับฐานะมากเท่าๆ กับความพยายามที่จะควบคุมฐานทัพทางทหารในนครราชสีมาให้เข้มงวดมากขึ้น

    นับจากนี้ไปจึงพบว่ามีผู้เข้ามามีบทบาททางการเมือง ในนครราชสีมามักจะไม่ใช่ผู้ที่มีพื้นฐานสืบตระกูลในท้องถิ่น หรือกลุ่มขุนนางที่สะสม อำนาจกันมานานตั้งแต่สมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แต่เป็นข้าราชการหรือพ่อค้าที่สะสมความมั่งคั่งในช่วง 20-30 ปีที่ผ่านมา
    หลังการรัฐประหาร พุทธศักราช 2501 ทำให้ประเทศไทยตกอยู่ภายใต้ระบอบเผด็จการทหารนานถึง 16 ปีนั้น ไม่สำคัญเท่ากับการที่ เมืองของโลกแบ่งออกเป็น ค่ายทางการเมืองระหว่างคอมมิวนิสต์และประชาธิปไตย การที่ไทยเลือกค่ายประชาธิปไตย ส่งผลให้เกิดสงครามต่อต้านคอมมิวนิสต์ขึ้นอย่างยาวนาน การดึงอำนาจเข้าสู่ส่วนกลางได้เกิดขึ้นพร้อมๆกับ แนวคิดทางวิชาการแบบอเมริกันที่ ได้นำแนวการวิเคราะห์แบบโครงสร้างหน้าที่ เข้ามาอธิบายสังคมไทย แม้การประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2511 และการเลือกตั้งในต้นปี พุทธศักราช 2512 ยังไม่ได้สร้างสังคมประชาธิปไตยที่แท้จริงขึ้นมา แต่กระตุ้นบรรยากาศประชาธิปไตยหลังจากที่อยู่ภายใต้การปกครองแบบเผด็จการมานาน
    ความตื่นตัวทางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่นิสิตนักศึกษา เกิดขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อน ไม่เพียงแต่ในส่วนกลางแม้แต่ในท้องถิ่นเช่น นครราชสีมา เกิดการเคลื่อนไหวสนับสนุน เพื่อต่อต้านระบบทางการเมืองแบบปิด ในเดือนตุลาคม พุทธศักราช 2516 หลังเหตุการ 6 ตุลาคม พุทธ ศักราช 2519 ขบวนการประชาธิปไตย ได้ถูกปราบปราม การกวาดจับบุคคลต่าง ๆที่เคลื่อนไหวต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ทำให้นักศึกษาและประชาชน จำนวนมาก หนีเข้าป่าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย จนกระทั่งในปี พุทธศักราช 2522 พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ได้เป็นนายกรัฐมนตรี พร้อมกับใช้ประสบการณ์ต่อสู้ กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ประกาศนโยบาย 66/23 สร้างความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่ โดยใช้นครราชสีมาเป็นฐานที่มั่นทางการเมือง ที่สำคัญของพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ตลอดช่วงเวลาที่ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยเฉพาะในเหตุการณ์ ในเดือนเมษายน พุทธศักราช 2524 ช่วยยืนยันความเป็นแหล่งพักพิง และสะสมอำนาจทางการเมือง ของนครราชสีมา ที่ยังคงดำรงอยู่ต่อมาอย่างต่อเนื่อง

 

    ภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปใน พุทธศักราช 2531 พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ปฎิเสธที่จะเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐฒนตรี ส่งผลให้พลเอกชาติชาย ชุณหะวัน ทายาทของกลุ่มราชครูและหัวหน้าพรรคชาติไทย ซึ่งเป็นพรรคการเมือง ที่สมาชิกได้รับการเลือกตั้ง เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมากที่สุดในยุคนั้น ต้องยอมรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เหตุการณ์นี้ ได้ผลักดันให้เกิดการบวนการเปลี่ยนแปลง ทางการเมืองครั้งสำคัญอีกครั้งในประเทศไทย เพราะนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง ได้ยอมแสดงศักยภาพในการบริหารของตน จนกลายเป็นแรงผลักดันให้เกิดการยอมรับว่า นายกรัฐมนตรีสามารถเป็นตำแหน่งที่มาจากการเลือกตั้งได้ ปรากฎการณ์นี้สอดรับกับการเรียกร้อง ให้ท้องถิ่นเป็นผู้แสดงบทบาททางการเมือง จากความเชื่อที่ว่าความเข้าใจชุมชนท้องถิ่นนี้ จะทำให้เข้าใจถึงลักษณะเฉพาะของแต่ละท้องถิ่น นำไปสู่ความเข้าใจระบบความสัมพันธ์ระหว่างท้องถิ่น กับรัฐจึงเป็นแนวคิดที่จะทำความเข้าใจรากลึกทางสังคม ของคนส่วนใหญ่คือชนบท และท้องถิ่นเพื่อให้สามารถเข้าใจความต่อเนื่อง ของประสบการณ์สังคมในอดีต ถึงปัจจุบันและเพื่อพัฒนาการทางปัญญา เพื่อนำไปสู่ความเข้าใจสังคมโดยรวม ข้อเสนอที่ให้ปรับปรุงโครงสร้างการจัดองค์กรของรัฐโดย เฉพาะในการจัดระเบียบการบริหารในส่วนภูมิภาค ให้อยู่ภายใต้การกำกับของจังหวัดและอำเภอ จึงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
    สถานะการณ์นี้ได้นำไปสู่การปรับปรุงจุดอ่อนที่สำคัญอย่างยิ่ง และการหนึ่งของการปฎิรูปการปกครอง ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว คือการรวบรวมอำนาจเข้าสู่ส่วนกลาง ที่ยังคงได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องจึงพบว่า โครงสร้างของการปกครองของนครราชสีมา ในปัจจุบันไม่ได้มีลักษณะพิเศษ มากไปกว่าการปกครองส่วนภูมิภาคในจังหวัดอื่นๆ มากนัก ระบบการปกครองที่อำนาจในการตัดสินใจส่วนใหญ่มา จากส่วนกลาง

 

    นโยบายของรัฐบาลกระทรวงต้นสังกัด จึงมีส่วนสำคัญอย่างยิ่ง ต่อการดำเนินงานในการจัดการปกครองในนครราชสีมา แต่เมื่อการแสดงการเรียกร้องให้ท้องถิ่น เป็นผู้แสดงบทบาททางการเมือง ซึ่งไม่เพียงแต่จะถูกผลักดันขึ้น เฉพาะในสังคมไทยเท่านั้น ปรากฎการณ์นี้ยังเป็นกระแส ของโลกที่มีการผลักดันอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่การล่มสลายของสหภาพโซเวียต จึงไม่น่าแปลกที่วิสัยทัศน์กระทรวงมหาดไทย เพื่อปรับทิศทางทางการทำงานของตน ให้เหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลง ของสภาพแวดล้อมดังกล่าวยังเชื่อว่า การเปลี่ยนแปลงของสภาพเศรษฐกิจ ของสังคมในทศวรรษนี้ (2540 - 2549) จะมีกระแสการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ มีการกระจายอำนาจทีเป็นรูปธรรมยิ่งขี้น ท้องถิ่นจะเติบโตมากขึ้นทั้งจำนวนและบทบาท ชุมชนเมืองจะเติบโตพร้อมกับความต้องการการ บริการพื้นฐานและการพัฒนาชุมชนมากขึ้นอาชญากรรม และสาธารณภัยจะเกิดขึ้นเพราะการเติบโต ของชุมชนเมืองและวัฒนธรรมบริโภคนิยม ประชาชนจะมีความคาดหวัง และความต้องการการบริการของรัฐเพิ่มขึ้นทั้งปริมาณ และคุณภาพเนื่องจาก ประชาชนมีฐานะความเป็นอยู่ และมีการศึกษาสูงขึ้น รวมทั้วการได้รับข้อมูลข่าวสารที่แพร่หลายรวดเร็วและทั่วถึง ระบบราชการจะได้รับการปฎิรูป ให้มีขนาดเล็กและมีประสิทธิภาพ การปฎิรูปการเมืองเป็นรูปธรรม และประชาชนมีความตื่นตัวในการมีส่วนร่วม ในการบริหารของรัฐมากขึ้น ระบบราชการจะถูกตรวจสอบความสุจริต และผลสำเร็จของงานมากขึ้นและอย่างจริงจัง องค์กรของประชาชน เช่น องค์กรพัฒนาเอกชนจะเข้มแข็ง และมีบทบาทมากขึ้น
    กระทรวงมหาดไทยจึงหวังที่จะพัฒนาบทบาทไปเป็นองค์กรหลัก ในการสนับสนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้มีทรัพยากรทางการบริหารที่มีคุณภาพ เพียงพอแก่การจัดทำบริการสาธารณะ ที่มีประสิทธิภาพตามเจตนารมณ์ของประชาชน โดยมีการบริหารราชการส่วนภูมิภาคที่มีความ พร้อมในการดูแลช่วยเหลือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และทำให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่น ในระบบรักษาความสงบเรียบร้อย ความปลอกภัยในชีวิต และทรัพย์สินและจัดบริการของรัฐในด้านต่างๆ ให้มีความสะดวกรวดเร็วเป็นธรรม สามารถตรวจสอบได้ และเป็นที่พึงพอใจของประชาชนจะเป็น องค์กรสนับสนุนการพัฒนาประเทศ
    ดังนั้นภารกิจหลักด้านการปกครองที่จะดำเนินการต่อไป คือการจัดให้องค์กรการปกครองส่วนท้องถิ่น ทุกรูปแบบมีอิสระ ในการกำหนดนโยบาย และสามารถวางแผนการบริหารงานการพัฒนา การจัดงบประมาณและการบริหารงานบุคคลมากขึ้น จัดการปรับปรุงภารกิจ อำนาจหน้าที่ ระหว่างหน่วยงานในสังกัดกระทรวงมหาดไทย และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใหม่ โดยให้มีการกระจายอำนาจ และแบ่งภาระกิจให้เหมาะสมกับขีด ความสามารถของแต่ละฝ่าย ในขณะที่องค์กรปกครองในส่วนภูมิภาค และปรับลดบทบาทของหน่วยงานในส่วนภูมิภาค จะปรับลดบทบาทของหน่วยงาน ในส่วนภูมิภาคทั้งระดับจังหวัด และระดับอำเภอ จากหน่วยดำเนินการจัดทำบริการสาธารณะ ให้เป็นหน่วยส่งเสริมสนับสนุน และประสานการจัดทำ บริการสาธารณะ ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ยกเว้นในกรณีที่การบริการสาธารณะ ที่เกินขีดความสามารถ ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การกระจายอำนาจให้ท้องถิ่น ในรูปแบบของสภาตำบลที่เริ่มตั้งแต่ปี พุทธศักราช 2538 ได้มีการจัดตั้งองค์การบริหารส่วนตำบล ในจังหวัดนครราชสีมา 21 แห่ง ที่เหลือเป็นสภาตำบล 258 แห่ง จนถึงพุทธศักราช 2540 ได้เปลี่ยนไปเป็นองค์การบริหารส่วนตำบลถึง 267 แห่งและยังเหลือสภาตำบล อยู่เพียง 20 แห่งในขณะที่การบริหารแบบเทศบาล นครราชสีมาได้รับการยกระดับขึ้นมา เป็นระดับเทศบาลนครพร้อมๆ กับเทศบาลนครขอนแก่น อุดรธานี นครสวรรค์ ยะลา นนทบุรี และหาดใหญ่
    ความเคลื่อนไหวของกลุ่มการเมืองในครราชสีมา มีกลุ่มพรรคชาติพัฒนา โดยหลังอสัญกรรมของพลเอกชาติชาย ชุณหะวัน บทบาทของนายกร ทัพรังสี และนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ คงเข้ามามีบทบาทนำทางการเมืองระดับชาติ ในขณะที่การเมืองในระดับท้องถิ่นมีกลุ่มฉะเชิงเทรา ของตระกูลเชิดชัยที่เริ่มสร้างความสัมพันธ์ ที่ใกล้ชิดกับพรรคความหวังใหม่ เพื่อผลักดันบทบาทของตนไปสู่การเมืองระดับชาติ จึงพบการสร้างกระแสความนิยมพรรคมากกว่าตัวบุคคลขึ้น ในหลายส่วนของนครราชสีมา ซึ่งสอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ในนครราชสีมาซึ่งได้รับความกระทบกระเทือน อย่างรุนแรงหลังเหตุการณ์กบฎบวรเดช ที่ทำให้กลุ่มขุนนางในท้องถิ่น ที่น่าจะเป็นกลุ่มที่สามารถเคลื่อนไหวทางการเมือง ได้มากที่สุดทั้งในฐานะกลุ่มคนที่ฝังราก ในสังคมนครราชสีมามานาน มีความได้เปรียบทางเศรษฐกิจ และเป็นชนชั้นปกครอง ได้ถูกขจัดออกไป กลายเป็นการเปิดโอกาสให้ข้าราชการ นักธุรกิจจากต่างถิ่นได้เข้ามาแสดงบทบาททางการเมือง ทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่น ที่มักจะเป็นนักธุรกิจ หรือข้าราชการที่มีต้นตระกูลในท้องถิ่นอื่น มากกว่าที่จะเป็นคนพื้นที่นครราชสีมา
    อนาคตของการเมืองการปกครองในนครราชสีมา คงจะพัฒนาไปในแนวทางข้างต้นนี้ เพราะไม่เพียงแต่การยอมรับของกระทรวง ที่กุมอำนาจทางการปกครอง เอาไว้ว่าถึงช่วงเวลาที่ต้องเกิดการกระจายอำนาจ ให้แก่ท้องถิ่นแล้วเท่านั้น แม้แต่ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หมวด 9 เรื่องการปกครองส่วนท้องถิ่น ตั้งแต่มาตรา 282 ถึงมาตรา 290 ได้เน้นให้รัฐจะต้องให้ความเป็นอิสระแก่ท้องถิ่น ตามหลักแห่งการปกครองตนเอง ตามเจตนารมณ์ของประชาชนในท้องถิ่น มีสิทธิได้รับจัดตั้งเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อการคุ้มครองประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่น และมีความเป็นอิสระในการกำหนดนโยบายการปกครอง การบริหาร การบริหารงานบุคคล การเงินและการคลังและมีอำนาจหน้าที่ของตนเอง โดยเฉพาะการจัดตั้งองค์กรบริหารส่วนตำบลใน พุทธศักราช 2538 แม้จะมีการโต้แย้งจากกลุ่มข้าราชการปกครอง รวมทั้งสมาชิกสภาจังหวัดถึงกับได้มีการจัดประชุม สมาชิกสภาจังหวัดทั่วภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่นครราชสีมา ในเดือนมีนาคม พุทธศักราช 2539 แต่ผลจากการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2539 ใน อบต. 2,134 แห่ง ใน 71 จังหวัด 482 อำเภอ 44 กิ่งอำเภอ 21,497 หมู่บ้าน และ มีสมาชิกสภา อบต. ที่ได้มาจากการเลือกตั้ง 42,728 คน มีผู้มาใช้สิทธิ 5,525,717 คน จากจำนวนผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง 9,355,167 คน คิด เป็นร้อยละ 59.60 นับได้ว่าประสบความสำเร็จไม่น้อย ยิ่งไปกว่านั้นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล ส่วนใหญ่มักเป็นคนในท้องถิ่น มากกว่าสมาชิกสภาจังหวัด ที่มักจะเป็นพ่อค้าผู้รับเหมา ในเขตเมืองที่ไปสร้างฐานเสียง เพื่อเตรียมตัวลงเล่นการเมืองระดับประเทศ เมื่อมีคะแนนเสียงมากพอ บทบาทของการบริหารส่วนตำบล จึงจะเป็นองค์กรในระดับท้องถิ่นอย่างแท้จริง และจากการสอบถามสมาชิกสภาองค์กรบริหารส่วนตำบล มักจะได้รับคำตอบที่แสดงถึงความมุ่งมั่น ที่พัฒนาท้องถิ่นของตนอย่างกระตือรือร้น ปรากฎการณ์นี้น่าจะกลายเป็นแรงกระตุ้น ทางการเมืองที่สำคัญต่อไปในอนาคต ที่จะสอดรับการเติบโตของท้องถิ่น ความคาดหวังและต้องการพัฒนาคุณภาพชีวิต
    ปัจจุบันนครราชสีมา แบ่งขอบเขตทางการปกครอง ตามลักษณะของการปกครองส่วนภูมิภาคออกเป็น 26 อำเภอ 6 กิ่งอำเภอดังนี้ ประทาย ปากช่อง ด่านขุนทด ครบุรี บัวใหญ่ สีคิ้ว วังน้ำเขียว ชุมพวง เสิงสาง ปักธงชัย โนนไทย พิมาย จักราช สูงเนิน เมืองนครราชสีมา คง แก้งสนามนาง ห้วยแถลง โชคชัย ขามสะแกแสง หนองบุญนาค บ้านเหลื่อม ขามทะเสสอ โนนแดง และเฉลิมพระเกียรติ กิ่งอำเภอ คือ เทพารักษ์ เมืองยาง พระทองคำ ลำทะเมนชัย สีดา และบัวลาย มีเทศบาลนครหนึ่งแห่ง องค์การบริหารส่วนตำบล 267 แห่ง
บรรณานุกรม
           
ชิน อยู่ดี สมัยก่อนประวัติศาสตร์ในประเทศไทย พิมพ์ครั้งที่ 2
                กรุงเทพมหานคร: รุ่งศิลป์การพิมพ์, 2529
ฮอลล์, ดี.จี.อี. ประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เล่ม 1.
                แปลโดยคุณวรุณยุพา สนิทวงค์

Contact : KORAT INFO
Your own web to explore to the world

Copyright ©KoratInfo All rights reserved.
494 หมู่ 3 หมู่บ้านจินดาวิลเลจ ต.หมื่นไวย์ อ. เมือง จ. นครราชสีมา 30000
494 Group 4 Jinda village Mienwai Subdistrict, Muang District, Nakornrachasima 30000
Tel: 044-271-636 Fax: 044-270-040 Mobile : 01-610-8644